080-5519598 (คุณแก้ว) plarnkhoi@hotmail.com

การเห็นธรรม บรรลุธรรม มีดวงตาเห็นธรรม จิตหลุดพ้น หมายความว่าอย่างไร ?

การเห็นธรรม คือการเห็นธรรมชาติ หรือเห็นความจริง ธรรมะคือสัจจะ สัจจะคือความจริง เช่น เห็นกฎพระไตรลักษณ์ หรือลักษณะสามประการของธรรมชาติ คือ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเห็นมรรคทางเดินเพื่อมุ่งสู่ความพ้นทุกข์

บรรลุธรรม คือเห็นแล้วทำได้ เช่น บางท่านรู้เห็นแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นโทษสำหรับตัวเองและผู้อื่น แต่ก็ยังไปสูบไปเสพ เพราะการรู้ การเห็น แค่ทำให้เข้าใจ แต่ไม่เข้าจิต เห็นแล้วแต่ยังทำไม่ได้ เพราะยังสู้ความอยากไม่ได้ ความอยากเกิดจากจิตซึ่งถูกกิเลสปรุงแต่ง จิตซึ่งบรรลุธรรม ก็มีหลายระดับ เช่น โสดาปัตติมรรค

โสดาปัตติผล สกทามิมรรค สกทามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล แต่ละระดับก็มีพลังอินทรีย์ที่แตกต่างกัน ทำให้การปล่อยวางความยึดมั่น

ถือมั่นมีผลที่แตกต่างกัน

มีดวงตาเห็นธรรม คือเห็นทางเดินเพื่อมุ่งสู่ความพ้นทุกข์ เมื่อเห็นทางเดินแล้วก็ตั้งมั่นเดินทางต่อไป

จิตหลุดพ้น คือหลุดพ้นจากสิ่งปรุงแต่ง ซึ่งมีหลายระดับเช่นเดียวกัน

วิธีปฏิบัติที่ศูนย์ฯ นี้ ทำไมถึงเรียกว่า “อายตนะวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ?

ภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์วิปัสสนานั้น ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12

ซึ่งผู้ปฏิบัติต้องค้นคว้าเอาเอง อย่างไรก็ดี

ภูมิหรือหลักธรรมต่างๆ เหล่านี้ จัดไว้ 2 ประการ คือ รูป นาม

รูป คือ ลักษณะที่เข้าไปเห็น

นาม คือ ลักษณะที่เข้าไปรู้

เช่น ตาเห็นรูป จิตรู้รูป ตาจึงจัดเป็นรูป จิตจึงจัดเป็นนาม

การพิจารณารูปนามในทางวิปัสสนาทำให้เกิดญาณทัศนะขึ้นไปเป็นลำดับ เมื่อเราใช้อายตนะมาเป็นอารมณ์

หรือเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกระทำวิปัสสนาจึงเรียกว่า “อายตนะวิปัสสนากัมมัฏฐาน”

ผู้ปฏิบัติบางคนแสดงอาการต่างๆ เช่น ฟันดาบ ฟ้อนรำ เป็นเสือ ช้าง หรือ ถูกทรมานนั้น อาจารย์ทำไมถึงบอกว่าเป็นการ ระลึกชาติ เป็นจิตปรุงแต่งเองได้ไหม ?

การแสดงออกต่างๆ เป็นจิตปรุงแต่งเองได้ไหม ? ตอบว่าได้ และเป็นการระลึกชาติได้ไหมตอบว่าได้ ทุกอย่างอยู่ที่ศรัทธาความเชื่อระลึกชาติหรืออุปาทาน ก็คือความจริงซึ่งเกิดกับจิตแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือความยึดติด สิ่งที่ต้องทำก็คือ ขัดเกลาจิตให้ผ่องใสคือ ชำระสิ่งต่างๆ ที่ยึดติดในจิตใต้สำนึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภพชาติ หรือเรื่องอุปาทานซึ่งมีอยู่ในจิต ไม่ใช่มีวิตกจริต กลัวโน่นกลัวนี่ ระลึกชาติจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งสำคัญคือใครทำให้มันเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วได้อะไร เสียอะไร ผู้ปฏิบัติธรรมเองต้องมีสติใช้ปัญญาพิจารณา ดูตัวเองว่า หลังปฏิบัติแล้วมีอะไรเลวร้ายลงหรือเปล่า ข้อกังขาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคือผลกรรมอย่างหนึ่งโดยเฉพาะนักคิดทั้งหลาย ฝึกฝนให้เป็นคนชอบคิด ชอบสงสัย ผลก็คือ เกิดวิตกจริต วิตก วิจารณ์ ก็คือทางผ่านของการปฏิบัติ ใครผ่านได้ก็คือผ่านได้ ใครยังผ่านไม่ได้ก็คือยังผ่าน ไม่ได้ มารไม่มี บารมีไม่เกิด เมื่อรู้ว่าระลึกชาติได้จริง หรือเป็นแค่การปรุงแต่งหรืออุปาทานทำให้พ้นทุกข์หรือเปล่า จริงก็เหวี่ยงทิ้ง เท็จก็เหวี่ยงทิ้งวาง จึงจะเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ มิใช่การสะสมความรู้

บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือวิชาที่ว่าด้วยการระลึกชาติได้ ว่าได้เกิดมากี่ครั้ง สามารถรู้ถึงจิตใจความเป็นอยู่ในอดีตชาติมาโดยตลอด มีความจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถจดจำชื่อเสียงของตนเอง บิดา มารดา บุตร สามีหรือภรรยา มิตรสหาย ตลอดจนที่อยู่อาศัย

ความสามารถระลึกชาติได้นี้ เป็นความรู้รับรองเรื่อง สังสารวัฏ และ ปฏิจจสมุปบาท คือการเวียนว่ายตายเกิดว่า เป็นความจริง พระพุทธองค์ ทรงระลึกชาติย้อนหลังไปนานแสนนาน การระลึกชาตินั้นต้องอาศัย “อนุสติ” คือ ความนึกลำดับ หรือ ความสำนึกซึ่งหนหลังได้อยู่เนืองๆ ถ้ามี อะไรมาสะกิดให้นึกขึ้นได้ ก็จะสามารถนึกเห็นเหตุการณ์ของชีวิตในชาติก่อนๆ การที่คนโดยมากนึกถึงเหตุการณ์แห่งชีวิตในชาติก่อนไม่ได้ ก็ เพราะถูกชีวิตปัจจุบันปกปิดไว้ (อัตตาปัจจุบัน) ความบังเกิดขึ้นของอัตภาพและความคิดนึกนั้นแหละ เรียกว่า “ชาติ” เป็นตัวปิดบังความรู้สึก ระลึกชาติหนหลัง ถ้าสามารถทำสติให้ทะลุปฏิสนธิไปได้เมื่อไหร่ เป็นระลึกชาติได้เมื่อนั้น

บุคคลผู้ระลึกชาติได้ด้วยอำนาจการฝึกฝนสติอบรมจิตใจ จะระลึกได้หลายชาติ และรู้เหตุการณ์สำคัญในชาตินั้นๆ พร้อมทั้งกรรมที่แต่งกำเนิด ให้เกิดใหม่ด้วย ย่อมจะเกิดความเชื่อมั่นในสังสารวัฏ คือ กิเลส กรรม วิบาก อันเป็นไปภายในจิตใจ แล้วจะเกิดญาณรู้แจ้งขึ้นในเรื่องสังสารวัฏ> อย่างทะลุปรุโปร่ง ตัดความสงสัยในเรื่องตายเกิดหรือตายสูญ คือการเวียนว่ายตายเกิดและอำนาจกรรมเสียได้ บุพเพนิวาสานุสติญาณคือหนึ่งในวิชาสามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งยังไปไม่ถึง ก็ต้องเริ่มจากศรัทธาต่อคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น เบื้องต้น ถ้าศรัทธาน้อยก็จะทำให้เกิดสงสัยมาก

โรคภัยไข้เจ็บที่ผู้คนประสบอยู่ เกี่ยวข้องกับกรรมหรือไม่ ? และวิธีนี้สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้หรือไม่ ? ถ้าได้จะหายขาดหรือไม่ ?

บี้หมัดหมาปวดหัว หักขาแย้เป็นอัมพาต กรรมเก่า+กรรมใหม่=ผล ไม่มีแม้แต่หนึ่งโรคไม่เกี่ยวกับผลทางกรรม “เป็นหนี้ จ่ายหนี้หมดหนี้” การจ่ายหนี้ความชั่วต้องจ่ายด้วยความทุกข์ ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ ความรู้สึกทุกข์เกิดขึ้นที่จิต วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือการใช้หนี้ กรรมทางจิต เมื่อใช้หนี้หมด กรรมก็หมด ใช้หนี้ไม่หมดกรรมก็ไม่หมดวิทยาศาสตร์การแพทย์รักษาโรคเวรโรคกรรมไม่ได้ โรคภูมิแพ้ยังรักษาไม่หายขาด เพียงแค่บรรเทาเท่านั้น

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขเพราะไม่มีทุกข์ ที่ไม่มีทุกข์ เพราะอยู่เหนือกระแสกรรมทั้งปวง

คำว่าตั้งมั่นคืออย่างไร การไปจับที่ลมหายใจ ดูลมกายใจเข้า-ออก แบบนี้เข้าใจ แต่การตั้งมั่นไม่รู้จะไปจับที่จุดไหน อย่างไร

เราคุ้นเคยกับว่าต้องมีการกระทำเกิดขึ้น ถ้ามีการกระทำเกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาจะไม่เกิด ตั้งมั่นไม่ใช่ตั้งใจ ตั้งใจมันแฝงด้วยความอยาก เราจะต้องไปจับกับสิ่งไหน ตั้งมั่นคือเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เราทำ ไม่วอกแวก เช่น เราเดิน ก็เป็นหนึ่งเดียวกับการเดิน ไม่ใช่เดินไปด้วยคิดไปด้วย หาคำตอบไปด้วย แบบนี้ไม่ตั้งมั่น ตั้งมั่นคืออยู่กับปัจจุบัน มีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ

การปฏิบัติโปรแกรมสมาธิเหวี่ยง ให้เราเข้าไปในจิตใช่หรือไม่

ช่วงสมาธิเหวี่ยง เราเข้าไปในฐานจิต เข้าไปจิตในจิต ให้อารมณ์เหล่านั้นแสดงออกมา แล้วเราเรียนรู้กับมัน แต่รู้อย่างเท่าทัน…รู้อย่างมีสติ…

อยู่ในกรอบของความพอดี เราควบคุมอารมณ์นั้นได้ มีสติอย่างยิ่ง ไม่ใช่ไปหลงมัน เราฝึกให้รู้เท่าทันอารมณ์ในจิตนั้นๆ เรียนรู้แล้ววาง

ไม่ใช่ไปหลงไปเป็นตามอารมณ์นั้น

การแสวงหาสิ่งใหม่ๆ จะมีผลดีผลเสียอย่างไร วิทยาศาสตร์สอนให้แสวงหาสิ่งใหม่ๆ จึงจะเป็นการพัฒนา

แต่ในทางจิตวิญญาณ การแสวงหาสิ่งใหม่ๆจะพบแต่สิ่งเก่าๆ การสนองความอยากรู้อยากเห็นตามอุปนิสัยเดิมๆ ซึ่งเป็นของเก่าๆ ซึ่งเป็นกิเลสความเคยชิน เป็นการบ่มเพาะทำให้กิเลสมีกำลังมากขึ้น  นั่นคือ การแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพราะเรามีความอยากรู้อยากเห็น และตัวอยากรู้อยากเห็นก็เป็นตัวเก่าๆของเรา เราก็สนองของเก่าๆของเรา เมื่อเราเจอของใหม่ๆแล้ว มันเหมือนใหม่สำหรับเรา แต่มันมีมาตั้งนานแล้ว แม้กระทั่งเราค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ทางธรรมชาติ มันใหม่สำหรับเรา แต่จริงๆมันเก่ามาตั้งหลายล้านชาติแล้ว ถ้าเราสนองความอยากรู้อยากเห็นเรา ก็เหมือนเราเอาอาหารให้มันกิน มันก็อยากรู้อยากเห็นไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ในทางฝึกจิตเรา ถ้าเราอยู่กับการปฏิบัติเช้า สาย บ่าย เย็น แบบนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนซ้ำซากจำเจ เราทำสิ่งเก่าๆ แต่เราจะเห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอด อารมณ์ต่างๆที่เราไม่เคยพบเคยเจอจะเกิดขึ้น อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันใหม่สำหรับเรา จริงๆแล้วอารมณ์ใหม่นี้มันเกิดขึ้นมาหลายล้านชาติแล้วแต่เราลืม สิ่งใหม่อย่างเดียวที่เรายังไม่เคยเจอ คือ นิพพาน

จิตในจิต และ นานาจิตตัง ต่างกันอย่างไร?

คำว่า ” จิตในจิต ” และจิดเห็นจิต แสดงว่ามีจิต 2 ดวงหรือ จริงๆแล้วมีดวงเดียว แต่คนละหน้า จิตแรกนี่คือ จิตปัจจุบัน จิตซึ่งเราปรุงแต่งแล้ว จิตที่ชอบคิด

เราเข้าไปในจิตใต้สำนึกเรา นี่อีกหน้านึง นั่นคือ จิตเดิมเรา นั่นคือ ครูบาอาจารย์ของเราที่แท้จริง เราเข้าไปเรียนรู้กับตรงนั้น ช่วงจิตในจิต เราสร้างแรงเหวี่ยงเพื่อจะเข้าไปในจิตอย่างเดียว อยู่ในฐานจิต ฐานธรรม ส่วนกายภาพเป็นแค่เครื่องมือของจิตเฉยๆ อันนี้คือ “inside out” อารมณ์ข้างในเป็นตัวสั่งข้างนอก ทำท่าโน้น ทำท่านี้ ไม่ใช่สมองเราสั่ง

ส่วน นานาจิตตัง เราอาศัยแรงสั่นสะเทือน การเต้น เราอยู่กับปัจจุบัน เราอยู่ทั้งฐานกาย ฐานจิต เข้าออก เข้าออก ไม่ต้องเข้าลึก อันนี้คือ “outside in”

พระพุทธเจ้าทรงเตือนเรื่องนี้มาก เตือนสาวกทั้งหลายว่า บรรพชิตไม่ควรเสพส่วนสุดโต่ง 2 ส่วน ระหว่างของคู่ ระหว่าง “ข้างนอก” กับ “ข้างใน” ข้างนอก คือ กาย ข้างใน คือ จิต

ข้างนอกนี่ เราสุดโต่งอะไร คิดๆๆไม่เลิก ส่งออกตลอด นั่งอยู่ที่นี่ แต่คิดไปถึงบ้านแล้ว

พอเข้าไปในจิต เราก็ไปสุดโต่งข้างใน ให้อารมณ์นั้นๆถูลู่ถูกังไปเลย ก็ไปจมอยู่กับอารมณ์นั้น

ชีวิตเรานี่ สุดโต่งตลอด ไม่ถูกก้อผิดเลย ไม่ดีก็ชั่วเลย มันไม่เป็นกลาง แต่ถ้าเราทำแบบนี้บ่อยๆ ต่อไปเราจะเป็นกลาง โดยอาศัยแรงสั่นสะเทือน ความเร็ว การเคลื่อนไหว ทำให้ความคิดมันสั่งการเราไม่ได้ คำว่า นิ่งอยู่กับการเคลื่อนไหว นิ่งไม่ใช่อยู่เฉยๆเหมือนตอไม้ เป็นหนึ่งเดียวกับการเคลื่อนไหว ทุกๆอิริยาบท นี้แหละ เป็นเทคนิค เป็นอุบาย ให้จิตเรามีที่เกาะ นี่คือ นานาจิตตัง

เนื่องจากร่างกายมีอาการเจ็บป่วย จึงขออนุญาตหมุนเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยก่อน

อันนี้ไม่ใช่คำถามนะ เป็นคำบอกเฉยๆ ว่า ชั้นมาที่นี่เพื่อจะรักษาโรค โรคอย่างอื่นไม่สำคัญ เท่าโรคอุปาทาน เรามัวแต่ไปรักษาร่างกาย ร่างกายอย่าไปรักษามัน เหวี่ยงมันทิ้ง สักวันหนึ่งมันจะทิ้งเรา เราต้องทิ้งมันก่อน

อย่าไปรักษาโรค เหวี่ยงโรคทิ้งรักษาชีวิต นี่คือโรคอุปาทาน ทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย ห่วงโน่นห่วงนี่ มุ่งจะนั่งหมุนให้มันรักษโรค

เรามีเจตนามีเป้าประสงค์มันไม่มีพลัง

ที่นี่ไม่ได้รักษาโรค ที่นี่เรามาปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์

โรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตายแล้วไม่จบคือโรคทุกข์

ส่วนโรคภัยไข้เจ็บนี่เรื่องเล็ก มะเร็งเรื่องเล็ก ตายแล้วไปเผามันก็จบแล้ว แต่โรคทุกข์ มันข้ามภพข้ามชาติ เกิดมาวันแรกก็แหกปากร้อง นี่เป็นอุปาทาน ถึงได้ทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย จิตมันไม่มีพลัง เพราะกังวลมากเกินไป มีแต่หาวิธีรักษามัน ไม่มาปฏิบัติปลดปล่อยให้จิตอิสระ จิตเค้าจะดูแลเอง พ่อครูพูดบ่อยๆ ไม่พิจารณา ไม่ตัดสิน ไม่มีเป้าประสงค์ อันนี้บอกเลยมีเป้า แล้วก็ไม่ใช่ คือมองไว้ว่ามาที่นี่ชั้นจะมารักษาโรคก่อน

ความนิ่งเฉยจะไม่ทำให้เฉื่อยชาเหรอ

ความนิ่งเฉยไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไร แต่ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งแต่ปราศจากความปรารถนา ทำเพราะธรรม

พ่อครูทำอย่างนี้มานานแล้ว ธรรมะคือหน้าที่ ไม่แสวงหาความหมาย ความนิ่งเฉยมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแปล ถ้าเรานิ่งเฉยได้เราก็จะรู้ว่ามันคืออะไร

วิธีนี้เป็นสติปัฏฐาน 4 หรือไม่ อย่างไร ?

สติปัฏฐาน หรือที่ตั้งแห่งการเจริญสติ คือหัวใจของวิปัสสนา แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือผู้เพ่ง อีกส่วนหนึ่งคือตัวถูกเพ่ง ตัวถูกเพ่ง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม

ซึ่งเรียกว่า สติปัฏฐาน 4 หรือที่ตั้งแห่งการเจริญสติ 4 ประการ

กายานุปัสสนา คือ รูปขันธ์ เป็นรูปธรรมเวทนานุปัสสนา คือ เวทนาขันธ์ เป็นนามธรรมจิตานุปัสสนา คือ วิญญาณขันธ์ เป็นนามธรรมธรรมานุปัสสนา คือ ขันธ์ทั้ง 5 เป็นรูปธรรมและนามธรรม

สติปัฏฐาน 4 ก็คือรูปนามนั่นเอง การที่จะใช้รูปนามอะไรก็ได้มาเป็นฐานของการเจริญสติ ก็ถือว่าอยู่ในข่ายของสติปัฏฐาน 4 ทั้งนั้น สติปัฏฐาน 4 แต่ละส่วนก็แยก ออกอีกเป็นหลายๆ บรรพเฉพาะธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็มี 5 บรรพ คือ นิวรณ์บรรพ ขันธบรรพ อายตนะบรรพ โพชฌงค์บรรพ และอริยสัจบรรพ จะพิจารณาบรรพ ไหนยังไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่า พิจารณาเพื่ออะไร ? บางทีพิจารณามา พิจารณา ไปก็ไปติดอยู่กับฐานที่ตั้งแห่งการพิจารณา ได้แต่ความสงบชั่วครู่ ปัญญาก็ไม่เกิด เพราะไปกดมันไว้ จนลืมเป้าหมายของการปฏิบัติเพื่อให้เห็นกฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อายตนะภายนอก 6 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์อายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เมื่ออายตนะภายนอก (เสียง) มากระทบอายตนะภายใน (หู) เสร็จแล้วกระทบตัวรู้ คือ ตัว “วิญญาณ” ขบวนการที่กระทบนี้เรียกโดยรวมว่า “ผัสสะ” เสียง คือ รูป, ได้ยินเสียง คือ นาม ปกติอายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นส่วนของร่างกาย เมื่อใช้อายตนะมาเป็นอารมณ์ในการเจริญ วิปัสสนา ก็คือกายานุปัสสนา (รูปขันธ์) เมื่อเกิดผัสสะขึ้น ตัวรู้หรือวิญญาณก็มาเกี่ยวข้อง เมื่อกระทบผัสสะที่หู วิญญาณทีหูหรือโสตวิญญาณก็มารับรู้ แล้วส่งกระแส รับรู้ไปที่มโนวิญญาณซึ่งเกาะอยู่ที่ใจ เวทนา หรืออารมณ์ร่วมจึงเกิดขึ้น จึงพัฒนาไปสู่เวทนานุปัสสนา (เวทนาขันธ์) เมื่อมีความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมีอารมณ์ ยินดี ยินร้าย ดีใจ เสียใจอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสัญญาเดิมว่าบันทึกไว้อย่างไร (สัญญาขันธ์) บางคนเห็นรถเก๋งสีแดง มีความชอบ บางคนเห็นแล้วมีความไม่ชอบ บางคน เห็นแล้วเฉยๆ ก็อยู่ที่สัญญาเดิมว่าบันทึกไว้ในจิตว่าอย่างไร ขั้นตอนนี้เข้าสู่จิตตานุปัสสนา (วิญญาณขันธ์) ตัวสัญญาเดิม มีความไม่ชอบสิ่งนี้ เมือถูกบังคับหรือฝืนใจ ให้ทำ ความรู้สึกทุกข์ก็เกิดขึ้นที่ใจ ตัวสัญญาเดิมมีความพึงพอใจ เมื่อได้มาก็มีความรู้สึกเกิดขึ้นที่ใจ เมื่อพิจารณาต่อไปเรื่อยๆ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่จิต ไม่ว่าดีใจ หรือเสียใจ ทุกข์หรือสุข ก็เปลี่ยนแปลงไป รูป-นามเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย เกิดดับ-เกิดดับ อารมณ์ในขั้นตอนนี้เข้าสู่ธรรมานุปัสสนา (ขันธ์ทั้ง 5) ซึ่งเป็นรูปธรรมและ นามธรรม

เมื่อเราเข้าถึงกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง เป็นเนืองนิจ ซึ่งเรียกว่ากฎพระไตรลักษณ์ หรือลักษณะสามประการของธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตก็จะจางคลายความยึดมั่นถือมั่น การใช้อายตนะมาเป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานสามารถพัฒนาไปถึงธรรมา นุปัสสนา จึงอยู่ในส่วนของธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็คือสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง

มีคนบรรลุธรรมโดยวิธีนี้หรือไม่ ? สามารถไปถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือไม่ ?

พระราหุลและพระจูฬปัณถก ใช้อายตนะวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอุบายพิจารณาเพื่อพ้นทุกข์

อินทรีย์พละคืออะไรคะ แล้วจะเพิ่มกำลังมันได้อย่างไรคะ

อินทรีย์พละ คือ อินทรีย์ 5  พละ5   ศรัทธา วิริยะ  สติ สมาธิ ปัญญา ที่ได้ถามพ่อครูว่า ศรัทธาต้องเอากี่เปอร์เซ็นต์  ศรัทธาต้องมาหลายชาติแล้ว คำว่าศรัทธาไม่ได้แปลว่า ความเชื่อ มันไม่ใช่ความเชื่อหยาบๆ  มันเป็นศรัทธา เป็นบารมีเก่ามาตั้งแต่อดีต  ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นผล  ศรัทธาก็ยิ่งมากขื้น  ความเป็นมีวิริยะก็มากขึ้น  สติ สมาธิก็มากขึ้น  ปัญญาที่มีอยู่แล้วมันก็แก่กล้าขึ้น  มันก็กลายเป็นพละ อินทรีย์พละ กำลังก็มากขึ้น เมื่อกำลังมากขึ้นก็ปฏิบัติได้คล่องขึ้น  ได้เร็วขึ้น  เหมือนเราวิ่ง  ไม่เคยวิ่งวันแรกๆ  เนื่อยมากเลย  วิ่งไปได้กิโลนึงก็ไม่ไหวแล้ว  พอเราไม่เลิก  เรามีศรัทธา เราวิ่งอีกก็เป็นสองกิโล  พรุ่งนี้เป็นสามกิโล   พอกำลังมันมากขึ้นก็วิ่งได้เร็วขึ้น ได้มากขึ้น  นี่คือคำตอบว่าจะเพิ่มกำลังมันได้อย่างไร  พอเราออกกำลังกายบ่อยๆ  ร่างกายก็แข็งแรง  เราก็แข็งแรง   แต่ถ้าเราออกกำลังจิตบ่อยๆ  จิตก็แข็งแรง  คำว่าอินทรีย์พละ เป็นกำลังของจิต  แล้วออกกำลังจิตได้ผลอย่างไร    ก็คือมรรค ผล นิพพาน ที่เราทำอยู่ทุกวัน

ต้องมีศรัทธาตั้งมั่นขนาดไหนคะ 100% หรือเกิน 100% หรือต้องมอบกายถวายชีวิตไปเลยคะ ถึงจะได้มีดวงตาเห็นธรรม สามารถเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้คะ

อย่าเข้าใจผิด คำว่าดวงตาเห็นธรรม บางคนยังไม่มีศรัทธาอะไรเลย  ทาสีอยู่ ก็สามารถ จิตหลุดพ้นดวงตาเห็นธรรมได้ แต่ไม่ใช่เห็นธรรมขั้นสูง คือจิตเห็นจิต คือมรรค  ที่เรารำๆตอนนี้  ใครรำ ข้างในมันสั่งรำใช่ไหม แล้วเราก็เห็นแล้วใช่ไหม  แล้วเราคือใคร  เราก็คือจิตปัจจุบัน  เราก็เห็นจิตกำลังรำอยู่  อันนี้คือดวงตาเห็นธรรม  ไม่ใช่บรรลุธรรม  แต่บรรลุธรรมขั้นต้น คือเข้าไปสู่กระแสมรรค ขั้นต่ำสุดคือโสดาปฏิมรรค

แต่ไม่รู้หรอก สมองเราไม่รู้หรอก มันโง่ๆ   แต่จิตรู้เอง   ขั้นแรก คือโสดาปฏิมรรค บางทีบรรลุเป็นอนาคามี  บางทีเป็นพระอรหันต์เลยก็ได้  เพียงแต่ว่าอย่างน้อย ให้เราไปเข้ากระแสมรรค  อย่าไปคิดเอาเองว่าจะเอาศรัทธา 100% หรือศรัทธา 99% ก็ศรัทธาเท่าที่เราศรัทธา  คิดเอาเองไม่ได้

หรือ ใครจะคิดว่า ตายเป็นตาย  พอนั่งสมาธิแล้วเห็นหน้าผีหลอก เกิดกลัว ไม่เอาดีกว่า  แล้วเราจะรู้ว่าศรัทธาจริงหรือเปล่า เจ็บนิดหนึ่งก็ไม่เอาแล้ว  เราจะรู้ว่าศรัทธามีมากแค่ไหน  อย่าไปคิดเอาเองนะ ว่า 100% แบบนั้นคือนึกเอา  คือรู้ธรรม

เราไปอ่านพระไตรปิฎก เราไปฟังธรรม  เราก็เข้าใจ ไม่เข้าจิต อันนี้เรียกว่าคนรู้ธรรม  รู้ธรรม คือ ต้องทำให้มันเห็นธรรม  เห็นธรรมคือเห็นจิต ธรรมะคือสัจธรรม สัจธรรมคือความจริง  ในตัวเรามีความจริงอย่างเดียวคือจิต

เราเห็นธรรมแล้ว  เห็นธรรมแล้วต้องทำยังไง  ก็ต้องทำให้บรรลุธรรม  ทีนี้บรรลุธรรมก็มีสี่คู่แปดบุรุษ สมควรแก่สักการะและบูชา เขาก็แยกแยะเป็นอุณหภูมิเป็นระดับของมันแต่เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้นว่าระดับไหน  จิตเดิมเรารู้เอง

ทีนี้เมื่อรู้ธรรมแล้วทำให้มันเห็นธรรม  เห็นธรรมแล้วก็เจริญมรรค  มันเกิดผล  ผลสูงสุดคือนิพพาน

ทำไมเวลา Shake & Dance แล้วถึงปล่อยวางความคิดของเราไม่ได้

เวลาเรา Shake & Dance ความคิดยังมีอยู่ ถ้าวันไหนเราเลิกคิด เราหยุดคิด เราเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตบรรลุธรรมแล้ว ตอนนี้ยังคิดอยู่ ไม่ใช่ไม่ให้มันคิด แต่เราไม่ไปคิดตาม เมื่อเราทำบ่อยๆๆๆๆ แล้วความคิด มันจะควบคุมเราไม่ได้ ต่อไปเราจะคิดน้อยลง เราจะคิดเมื่อเวลาที่เราจะคิด จิตเราจะใช้ความคิดมาสร้างประโยชน์ แต่ที่ผ่านมากิเลสใช้ความคิดของเรามาหลอกเรา คิดฟุ้งซ่าน ที่เราไม่มีสมาธิเพราะอะไร เพราะเราถูกความคิดมาสร้างอารมณ์มาครอบงำสติเรา ทำให้เราไม่มีสมาธิ เราทำ Shake & Dance ไปนานๆ สมาธิเราจะยาวขึ้น ความคิดมันจะอ่อนลง ไม่ใช่เราไม่คิดนะ แต่ว่าความคิดจะน้อยลง บางคนชอบคิดทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องก็คิดให้มีเรื่อง

มีไหมค่ะที่ปฏิบัติไป ช่วงเข้าจิต อยู่ๆมันจะเกิดอาการหยุดไปเฉยๆ แบบไม่อยากเคลื่อนไหว แบบเหมือนว่างๆเฉยๆ

มี มันเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง พอมันนิ่งปุ๊บ เฉยปุ๊บ เราก็ดูเฉยๆ สักพักเดี๋ยวมันก็เคลื่อนเอง แต่อย่าไปติดเฉยๆนานๆนะ มันจะไปติดสุขตรงนั้น มันก็ได้แต่ความสงบชั่วครู่ ปัญญามันไม่เกิด

จะทราบได้อย่างไรว่าปฏิบัติแล้วก้าวหน้าหรือถอยหลัง

ปฏิบัติเถอะ มันรู้ได้เฉพาะตน เป็นปัจจัตตัง คำว่า “ความก้าวหน้าหรือถอยหลัง” มันจะไปขัดแย้งกับความเคยชินของเรา ถ้าทางโลก ก้าวหน้าคือเราเรียนรู้วิชาการ เรารู้มากขึ้น แต่ทางจิต ก้าวหน้าเหมือนเราไม่รู้อะไรเลย มันน้อยลงนะ ดูว่าอารมณ์เราเป็นอย่างไร ความก้าวหน้าหรือถอยหลังประเมินจากอารมณ์เรา ตัวเวทนาเราเป็นอย่างไร เราสงบนิ่งลงไหม สติเราเร็วขึ้นไหม อย่าไปสนใจมันมาก ขอให้เดินทางไปเรื่อยๆ ที่พ่อครูบอกว่าเราหลงป่า เราก็หาทางเดินออกจากป่า ก็มีหน้าที่เดินไปเรื่อยๆ มันจะถึงเมื่อไหร่ช่างมัน

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนกิเลสเยอะ แล้วชอบคิดอกุศล มีอัตตาสูง จะลดละวางด้วยวิธีไหน ถ้ายังไม่เข้าถึงกล่องปัญญา

ก็ถูกแล้ว คำถามนี้มีคำตอบอยู่แล้ว ก็ทำไปเรื่อยๆ ให้มันเข้าถึงกล่องปัญญาที่แท้จริง เมื่อยังไม่เข้าถึง แต่เห็นกิเลสตัวเอง อันนี้เป็นปัญญาเบื้องต้น วิปัสสนาเกิดแล้ว คนที่เห็นกิเลสตัวเอง ถือเป็นปัญญาอย่างยิ่ง เห็นมันบ่อยๆ แล้วกิเลสมันก็หลอกเราไม่ได้ ก็ตั้งมั่น ศรัทธากับสิ่งที่ตัวเองทำ เดินต่อไป

ขอถามพ่อครูว่าเวลาเหวี่ยงหรือสั่นรู้สึกว่ามีพลังอะไรเข้ามาตามร่างกายจนถึงศีรษะ บางครั้งก็เกิดน้ำตาไหล สองวันนี้ปวดศีรษะทุกวัน พอถึงตอนเย็นก็รู้สึกหาย

ตอนที่เราเหวี่ยง มันจะปวดศีรษะ แสดงว่ามันไปขุดความรู้สึกส่วนลึกขึ้นมา มีใครบ้างที่เกิดมาถึงวันนี้ไม่เคยคิดเลย มีไหม?

คิด คือมโนกรรม

โดยเฉพาะพวกเราคนในเมือง มันอยู่ตรงนี้หมด พอเหวี่ยงแรงๆ มันจะสลัดออกมา ความปวดมันจะเกิดขึ้น มันให้เรารับวิบากกรรม คนคิดมากๆ ก็ต้องปวดหัวมากๆ ให้มันเจ็บมากๆ คราวหน้าจะได้ไม่ต้องคิดมากอีก สภาวะที่เกิดขึ้นนี้เขาเรียก ธรรมารมณ์ มันไม่ใช่ปวดจริงๆ ตอนนั่งกรรมฐาน บางคน ร้องไห้ บางคนเจ็บปวด พอบอกว่าหมดเวลา ความปวดนั้น ก็หายไป เดินไปกินข้าว แล้วมานั่งใหม่ ก็ปวดต่อ แสดงว่าโปรแกรมนั้นยังไม่หมด ความปวด มันคือเวทนา เราเอามาเป็นเครื่องมือในการฝึกจิต ใช้สติรู้เท่าทันมัน ไม่ต้องไปตอกย้ำว่ามันปวด รู้เฉยๆ อย่าไปให้ความสำคัญ แต่อย่าไปปฏิเสธมัน

ทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกท้อถอยในการปฏิบัติธรรม เพราะดูเหมือนไม่ก้าวหน้า?

นี่แหละ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ก้าวหน้าแล้ว เพราะมันแฝงด้วย”ความอยาก” จะไปนิพานด้วย “ความอยาก” มันไปไม่ได้ ค้ากำไรเกินควร อย่าแกล้งลืมนะ สร้างกรรมไว้ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ปฏิบัติแค่ไม่กี่วัน บอก… ไม่ก้าวหน้า จะก้าวไปไหนเหรอ? ก็เห็นก้าวไปก้าวนึง เผลอปุ๊ป ก็ถอยไปสองก้าว แล้วมันจะไปก้าวหน้าได้อย่างไร

ความก้าวหน้า ปฏิบัติแล้วต้องนำไปประพฤติ ประพฤติต้องฝืนกิเลสตัวเอง นั่นแหละ เราทำแค่ไหน? อย่างไร?

เวลาเราเรียนหนังสือ เราอยากเป็นที่หนึ่ง ตีสองตีสามก็ไม่นอน
อ่านหนังสือยันสว่าง เรายังยอมทำเลย เห็นมั๊ย เราลงทุนขนาดนั้น อันนี้พ่อครูไม่เคยเห็นใครเหวี่ยงถึงเที่ยงคืนสักคนนึง แล้วจะไปถามหาก้าวหน้า ต้องตั้งมั่น มีขันติ มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า มันเรื่องง่าย แต่มันไม่ปล่อยให้เราง่าย เพราะกรรมที่เราสร้าง มันก็ดึงเราไว้อยู่ แต่อย่าไปท้อถอยนะ คือแค่คำพูดท้อถอยก็เหวี่ยงท้อถอยทิ้ง เดินต่อไป ถ้าเราไม่ก้าวต่อไป แล้วมันจะก้าวหน้าได้อย่างไร ท้อถอยก็หยุดแล้ว เบื่อจริงๆ ตื่นเช้ามาก็เดินไปเจอ เสือสิงห์กระทิงแรด เจอแต่ป่าเหมือนเก่า เมื่อไหร่จะทะลุป่าเสียทีนึง แล้วยังไง? ไม่เดินเหรอ รอเสือมันมากิน นั่นแหละ ต้องเพิ่มศรัทธาให้กับตัวเอง แต่ต้องวาง “ความอยาก” ซะ

ปฏิบัติเพราะปฏิบัติ ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งนั้น