080-5519598 (คุณแก้ว) plarnkhoi@hotmail.com

เพื่อพ้นทุกข์ ! ปฏิบัติสมาธิแนวไหนในพระพุทธศาสนาเป้าหมายก็คือพ้นทุกข์ เป็นเพียงอุบายวิธีที่ต่างกันเท่านั้นเอง แต่ละคนก็ต้องรู้จัก
เลือกใช้แนวทางที่เข้ากับจริตของตัวเอง เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติ การแสดงออกของความเจ็บป่วยทางกายภาพ ก็คือทุกข์กาย

“ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม” เมื่อเห็นธรรมแล้วก็ต้องทำให้บรรลุธรรม

การที่เราเห็นทุกข์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ก็คือการได้เห็นธรรมเบื้องต้น ธรรมชาติของสัตว์โลกเรามีทุกข์เป็นประธาน ถ้าเราได้เห็นธรรม
แต่ยังหลงอยู่ในความสุขซึ่งเป็นแค่ สมมุติ เราก็คิดว่าชีวิตเรามีสุขดี เราก็ยินดีที่จะมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะเรายังไม่เข้าใจธรรมชาติในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
กฎแห่งกรรม และเรื่องบาปบุญคุณโทษ จริงๆ แล้วในโลกนี้ไม่มีความสุข เหมือนในโลกนี้ไม่มีความเย็น ดวงอาทิตย์เป็นตัวให้ฉันร้อน ไม่มีดาวดวงไหนทำหน้าที่
จ่ายความร้อน ความเย็นที่เกิดขึ้นเนื่องจากความร้อนมันน้อยเท่านั้นเอง เครื่องปรับอากาศเขาปรับความร้อนออกความเย็นจึงเกิดขึ้น เช่นเดียวกันถ้าความทุกข์ยังอยู่
ความสุขเกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้บางครั้งเรามีความสุขดี บางทีก็เป็นแค่ความยินดี ความพึงพอใจชั่วครู่เท่านั้นเอง มันมิใช่ความสุขแต่อย่างไร “นิพพาน”
เป็นสุขอย่างยิ่ง เพราะนิพพานคือความดับทุกข์แล้ มิใช่มีตัวความสุข ความไม่มีทุกข์ความกังวลใดๆ จึงเป็นสภาวะเป็นสุขอย่างยิ่ง

อาการที่แสดงทั้งความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติอายตนะวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นอาการของการแสดงวิบากกรรม
ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ทำให้เราเห็นธรรมในเรื่องกฎแห่งกรรม ในขณะเดียวกันก็ได้เจริญสมาธิบารมี และเป็นการเจริญสติในตัว
เมื่อยอมรับวิบากกรรมแล้ว อานิสงส์ที่เรายอมใช้หนี้กรรม ด้วยความเจ็บปวด ก็จะมีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลง
ความทุกข์ความสุขก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำไปเรื่อยๆ สัมผัสบ่อยๆ จะทำให้จิตยอมรับในกฎแห่งกรรม
และความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วจิตจะปล่อยความยึดมั่นถือมั่น

คนเราทุกข์ทุกวันนี้เพราะจิตไม่ว่าง
ที่ไม่ว่างเพราะไม่ยอมวาง
ที่ไม่ยอมวางก็เพราะความอยาก

ปัญญาที่พอมีอยู่ก็สู้พลังความอยากไม่ได้ (สมองรู้ แต่จิตไม่รู้) เมื่อผ่านการบำเพ็ญเพียร
ขัดเกลาจิตให้ผ่องใส คือ ขัดเกลาความอยากออกส่วนหนึ่งให้บางเบาลง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มอินทรีย์ทางปัญญา
ให้มีความแข็งแกร่งขึ้น เมื่อพลังทางปัญญามีมากกว่าพลังทางความอยาก ก็ให้จิตปล่อยวางลงได้ ซึ่งมิใช่เรื่องซับซ้อนอะไรมากมาย