080-5519598 (คุณแก้ว) plarnkhoi@hotmail.com

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มาปฏิบัติธรรมที่พลาญข่อย แล้วพบสูตรธรรมะ x = y + 0

เขียนโดย……….มือใหม่หัดเหวี่ยง 25/12/2557

ในทางโลก ฉันทำงานเป็นนักวิทยาศาตร์มาร่วม 20 ปี การสั่งสมประสบการณ์ในงานวิจัยและรางวัลที่ได้รับจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดระยะเวลาหลายปี
ตอกย้ำให้ฉันมั่นใจอย่างที่สุดว่า แนวคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์นี่แหละ คือ สิ่งที่จะนำพาฉัน และทุกๆ คนบนโลกใบนี้ให้เดินไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ได้อย่างมีเหตุผล อธิบายได้
จับต้องได้ ชั่งได้ ตวงได้ วัดได้ และทีสำคัญ คือ พิสูจน์ได้ ทำวิจัยกี่ครั้ง ๆ ด้วยการทดลองเดิม ก็จะต้องได้ผลเช่นเดิมเสมอ เรียกว่ามีมาตรฐานก็แล้วกัน
ไม่ใช่ทำอะไรแบบมั่วๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก อธิบายอะไรก็ไม่ได้ ไม่วางแผน นึกจะทำอะไรก็ลุกขึ้นมาทำ แบบปุ๊บปั๊บ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ชีวิตแบบ
” ไร้มาตราฐาน ” ฉันไม่เอาด้วยแน่ ไม่มีทาง

แต่เมื่อฉันมาปฏิบัติธรรมที่พลาญข่อยไม่นาน ฉันก็เข้าจิตได้ด้วยท่ารำมวยจีนแบบเส้าหลิน รำ..รำ..และรำ อย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งกลางวันกลางคืน กวาดมือขวา
กวักมือซ้าย เตะขาขวา พับขาซ้าย หมุนตัวไปมา เซหน้าเซหลัง เหมือนคนเมาเหล้ามาสักสิบปีก็ไม่ปาน แถมทำอย่างเร็วสุดขีด ฉันจะนั่งลงวางแผนอะไรก็ไม่ทันเสียแล้ว
ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ฉันนั้นรำมวยแบบมั่วๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก อธิบายอะไรก็ไม่ได้ เรียกว่านึกจะทำท่ายังไงก็ลุกขึ้นมาทำซะเฉยๆ ทำแบบปุ๊บปั๊บ
ใช่….. แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยังไงยังงั้นเลย

อ้าว การปฏิบัติที่พลาญข่อย ชักนำทำให้ฉันมามีชีวิตแบบ “ไร้มาตรฐาน”มีชีวิตแบบอธิบายอะไรไม่ได้อย่างนี้น่ะเหรอ เป็นไปได้ยังไงกัน

พ่อครูก็ไม่ได้ปล่อยให้ฉันมะงุมมะงาหราอยู่คนเดียวนานนักหรอก หลังจากที่ฉันเรียนรู้อะไรแปลกใหม่มากมายจากการรำมวย สักพักใหญ่ๆ พ่อครูก็อธิบายว่า
เมื่อเราเข้าจิตได้แล้ว จิตอดีตก็แสดงศักยภาพในอดีตที่เราเคยมีให้ออกมาทางกายภาพ และทางปัญญาตื่นรู้ จิตปัจจุบันก็เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ
ในกรณีของฉัน ซึ่งร่างกายมีความไม่สมดุลย์มากมาย ทั้งเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เจ็บป่วยหลายโรค การรำมวยก็ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดี
เช่น กระตุ้นการหายใจ ขับเคลื่อนลมปราณให้สมบูรณ์ สร้างกล้ามเนื้อ ปรับความเร็วการเต้นของหัวใจ ฯลฯ

หลังจากฉันรำมวยได้สักพักใหญ่ๆ เป็นเวลาหลายเดือน ปัจจุบันนี้ โรคต่างๆ ที่เคยมี ก็โบกมือลาฉันไปจนหมดสิ้นไม่เหลือหรอ แม้ว่าการหายขาดจากโรคร้าย
เหล่านั้นยิ่งใหญ่มาก แต่ฉันไม่ได้มาพลาญข่อยเพื่อรักษาโรค ฉันจึงปฏิบัติต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะฉันเชื่อมั่นว่า พระพุทธองค์ทรงมีคำตอบที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้กับเราอย่างแน่นอน

กลับมาคุยกันเรื่องชีวิตแบบ “ไร้มาตรฐาน”อีกสักนิดเถอะนะ ฉันมาทบทวนดูแล้วก็เห็นได้ชัดว่า ก่อนมาพลาญข่อยฉันมีชีวิตแบบ ”มีมาตรฐาน”
ตามแบบฉบับนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีเป้าหมายชัดเจน คิดวิเคราะห์โดยละเอียดในทุกเรื่อง อย่างมีเหตุผล พิจารณา และตัดสิน ผิด-ถูก กับทุกเรื่องที่ดาหน้าเข้ามา
แม้ว่าฉันจะประสบความสำเร็จในการทำวิจัย ได้รับรางวัลมากมาย แต่ผลลัพธ์ก็คือ ฉันกลายเป็นคนเครียด อารมณ์ตึงตลอดเวลา ใครพูดเฉียดหูให้ไม่พอใจก็ปรี๊ดได้ทันที
จะหาความสงบเย็นในจิตใจก็ยากเต็มที ส่วนสุขภาพก็ทรุดโทรม โรคร้ายต่างๆ ก็รุมเร้า แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ทั้งๆที่ฉันทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแท้ๆ น่าเศร้าไหมล่ะ

ส่วนชีวิตที่ “ไร้มาตรฐาน” ที่พลาญข่อย ที่ดูเหมือนว่า ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจิตคืออะไรกันแน่ แล้วกระบวนการการทำงานของจิตเป็นอย่างไร
แล้วท่ารำมวยของฉันในแต่ละวัน ก็ไม่เคยซ้ำแบบเลย จะจดบันทึก จะวัดผลอะไรในจิตก็ไม่เห็นจะทำได้สักอย่าง แต่ชีวิตที่ “ไร้มาตรฐาน”
นี้เอง ที่ทำให้ฉันแข็งแรงกลับมามีชีวิตได้อย่างคนปกติได้อีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์

มาถึงตอนนี้ ฉันรับรู้ความจริงด้วยตัวฉันเองว่า จิตมนุษย์มีพลังอันมหาศาล จิตรู้ทุกอย่างว่าจะทำอย่างไรกับร่างกายนี้ให้หายจากโรคร้ายที่รุนแรงได้

นั่นเป็นเรื่องอัศจรรย์ของจิตเรื่องแรก ที่ฉันเรียนรู้ว่าจิตรักษากายได้ เรื่องนี้ต้องคุยกันยาว แต่ขอเอาไว้ก่อน เอาไว้เล่าทีหลัง เพราะเวบมาสเตอร์ให้พื้นที่ฉันเขียน
ไม่เกิน 2 หน้า ฉันขอเก็บพื้นที่ต่อจากบรรทัดนี้ไปพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดของการปฏิบัติธรรมก็แล้วกัน นั่นคือเรื่องการ ตื่นรู้ของปัญญาภายใน

การปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพุทธศาสนานั้น มีเป้าหมายที่ทราบกันโดยชัดเจนว่า เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาที่มาจากการตื่นรู้ของจิตเราเอง
ฉันเองก็มีประสบการณ์เล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่พลิกชีวิตฉันเลยทีเดียว

ตีสองของค่ำคืนหนึ่งเกิดสูตร x = y + 0 ขึ้นมาในระหว่างที่ฉันนอนหลับสนิท แต่จิตยังคงดำเนินอยู่
ฉันขอเรียกสูตรนี้ว่า สูตรธรรมะ ก็แล้วกัน เพราะเป็นสูตรเกี่ยวกับการดับทุกข์ล้วน ๆ

เมื่อมีสูตร x = y + 0 ปรากฏขึ้น ก็มีคำอธิบายชัดเจนตามมาด้วย

x คือ สภาวะจิตเดิมแท้ของเรา ซึ่งมีสภาวะเป็นประภัสสรที่สะอาดแท้ ไม่มีสิ่งใดเจือปน หากตีค่าในทางคณิตศาสตร์ย่อมมีค่า = 0

y คือ อุปทานในจิต เป็นสื่งปนเปื้อนทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ อุปาทานทำให้เกิดทุกข์ ดังนั้นหากจิตเรายังมีอุปทานอยู่ เราก็จะทุกข์ไม่มีวันจบสิ้น
เช่น yมีค่า = 7 หรือ -12 (ตัวเลขสมมุติ) ที่เรายึดมั่นถือมั่น ให้ค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางเชิงบวก หรือเชิงลบ เราก็จะทุกข์ตลอดไป หากวันใด y
ของเรามีค่าเป็น 0 ได้ เมื่อนั้นแหละที่เราจะดับทุกข์ในจิตเราได้อย่างสมบูรณ์

x = y + 0
เมื่อ x = 0
ดังนั้น y ก็จะต้องมีค่า = 0 จึงจะทำให้สมการนี้เป็นจริงได้นั่นคือ

x = y + 0
x = 0 + 0
0 = 0 คือสภาวะดับทุกข์ คือทุกอย่างดับหมดไม่เหลืออะไร
ในเมื่อ y = อุปทานที่มีในจิตของเรา
ดังนั้นถ้า yไม่เท่ากับ 0 เช่นมีค่าบวกหรือลบ เป็นตัวเลขใดๆก็ตาม สมการย่อมไม่เป็นจริง เช่น

x = y + 0
สมมุติว่า y = 7 ดังนั้น 0 = 7 + 0 สมการนี้ไม่เป็นจริง
ดังนั้นหากจิตเรายังคงมีอุปทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น ให้ค่ากับสิ่งใดเกินจริงอยู่แล้วละก้อ สมการนี้ย่อมไม่มีทางเป็นจริง นั่นคือ เรายังดับทุกข์ไม่ได้
แต่ถ้าเราทำลายหรือชำระล้างอุปทานออกไปจากจิตได้ ค่า y ก็จะเท่ากับ 0 ดังนั้นสมการก็จะเป็นจริง คือ

x = y + 0
0 = 0 + 0
0 = 0 สมการนี้เป็นจริง นั่นคือ เราดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

เมื่อพ่อครูอธิบายว่า ปรากฎการณ์สมการ x = y + 0 ที่ทำให้ฉันเข้าใจความจริงของธรรมชาติแห่งการพ้นทุกข์นี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า
” ปัญญาตื่นรุู้จากภายใน ” ที่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้จากการใช้สมองคิดวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ หากแต่จะเกิดขึ้นได้เองเมื่อเราปฏิบัติเข้าจิตไปขัดเกลา
และชำระล้างอุปทานไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เหมาะสม จิตก็จะแสดงปัญญาที่นำไปสู่การดับทุกข์ออกมาให้เราเข้าใจได้

ในเมื่อฉันได้เห็นความจริงที่ยิ่งใหญ่ของจิต ทั้งเรื่องจิตรักษากายให้หายจากโรคร้ายได้ และเรื่องการตื่นรู้ของปัญญาภายในของจิตฉันเอง ฉันก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่า
ฉันเริ่มต้นเดินมาในทางที่ถูกต้องแล้ว และบนเส้นทางนี้ยังมีความจริงอีกมากมายที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้ ฉันจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางโลกียะ
มาเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางธรรมะและเริ่มออกเดินทาง ฉันรู้ดีว่าหนทางสายนี้ยังอีกยาวไกล และมีอุปสรรคขวากหนามอีกมากมายที่รอฉันอยู่ รวมทั้งประสบการณ์ทางธรรมะ
อันน้อยนิดของฉันก็ยังไม่ได้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้ฉันได้ แต่พ่อครูบอกฉันว่า ฉันมีเครื่องมือในการเดินทางทั้ง 4 ครบแล้ว นั่นคือ กาย-เวทนา-จิต และ ธรรม
ส่วนฉันบอกตัวเองว่า ฉันมีพ่อครูผู้อยู่ฝั่งวิมุตติ ผู้ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของงานวิจัยในหัวข้อ ” การพ้นทุกข์ ” ยังคอยชี้ทางให้ ฉันผู้เป็น ” มือใหม่หัดเหวี่ยง ”
ที่ยังอยู่ในฝั่งสมมุติ ก็พร้อมที่จะก้าวขาเล็กๆสั้นๆของฉัน เตาะแตะไปเรื่อยๆในทุกๆวัน ตราบเท่าที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่

จากประสบการณ์เจ็บหนักระดับสาหัส 14 ครั้งใน 14 เดือนในพลาญข่อย ที่พ่อครูอธิบายว่า เป็นการชดใช้กรรมในอดีตของฉัน เป็นเรื่องที่นับว่า
สาหัสระดับปางตายของฉัน เรื่องนี้สอนให้ฉันรู้ว่า ถ้าฉันจะเข้าถึงความจริงของธรรมะ ฉันก็ต้องเป็นคนจริงในระดับเดียวกันนั้ด้วย

หากจะถามว่าฉันพร้อมไหม สำหรับการเดินทางอันแสนหฤโหดที่ยาวไกล ฉันตอบได้เลยโดยไม่ต้องคิดว่า ฉันยังไม่พร้อม
และคงไม่มีวันไหนที่ฉันรู้สึกพร้อม แต่ฉันจะออกเดินทางและสู้ไปทั้งๆที่ฉันยังไม่พร้อมนี่แหละ

เมื่อสูตรธรรมะ x = y + 0 ปรากฎขึ้นกับฉันแล้วด้วยปัญญาที่ตื่นรู้จากภายใน ขั้นตอนต่อไปของนักวิทยาศาสตร์ทางธรรมะอย่างฉัน
ก็คือ พิสูจน์ความจริงของสมการนี้ ให้เป็นที่ประจักษ์กับตนเองให้ได้ การเดินทางของฉันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว อย่าเสียเวลาเลย ฉันไปละนะ สวัสดี

คุณทิพยวรรณ  ธนไพศาล